กระดูกงอกหลังข้อเท้าจากเอ็นร้อยหวายอักเสบเรื้อรัง เมื่อการกินยาไม่ตอบโจทย์ และอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

สรุปย่อ

อาการปวดบริเวณส้นเท้าด้านหลัง โดยเฉพาะในผู้ที่คลำพบก้อนแข็งบริเวณจุดเกาะของเอ็นร้อยหวาย เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเท้าและข้อเท้า

ภาวะดังกล่าวอาจเกิดจากเอ็นร้อยหวายอักเสบเรื้อรังร่วมกับการเกิดแคลเซียมหรือกระดูกงอกบริเวณจุดเกาะของเอ็น เมื่อปล่อยไว้นานอาจทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง ใส่รองเท้าลำบาก และส่งผลต่อการเดินหรือการออกกำลังกาย ในบางกรณีที่รักษาด้วยยา กายภาพบำบัด หรือวิธีประคับประคองแล้วไม่ดีขึ้น การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้

สารบัญ

กระดูกงอกหลังข้อเท้าจากเอ็นร้อยหวายอักเสบคืออะไร

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมาพบแพทย์ด้วยอาการเจ็บหรือปวดบริเวณส้นเท้าด้านหลัง โดยเฉพาะเวลาสวมรองเท้าหุ้มส้น เดินนาน หรือออกกำลังกาย

เมื่อคลำบริเวณดังกล่าว อาจพบก้อนแข็งคล้ายกระดูกนูนออกมาบริเวณจุดเกาะของเอ็นร้อยหวายที่กระดูกส้นเท้า

ภาวะนี้ในทางการแพทย์เรียกว่า

เอ็นร้อยหวายอักเสบชนิดจุดเกาะร่วมกับมีแคลเซียมหรือกระดูกงอก (Insertional Achilles Tendinopathy with Calcific Formation)

ผู้ป่วยมักมีอาการปวดตื้อ ๆ บริเวณด้านหลังส้นเท้า ร่วมกับความรู้สึกระบมจากการเสียดสีของรองเท้า และอาจมีอาการมากขึ้นขณะเดิน วิ่ง หรือขึ้นลงบันได

กลไกการเกิดโรค ทำไมเอ็นอักเสบจึงกลายเป็นกระดูกงอก

หลายคนสงสัยว่าเหตุใดเอ็นร้อยหวายอักเสบจึงสามารถนำไปสู่การเกิดกระดูกงอกได้

เอ็นร้อยหวายถือเป็นเส้นเอ็นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย และทำหน้าที่สำคัญในการเดิน วิ่ง และกระโดด

เมื่อเอ็นร้อยหวายเกิดการตึงตัว ดึงรั้ง หรือได้รับการบาดเจ็บเล็ก ๆ ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน (Microtrauma) บริเวณจุดเกาะที่กระดูกส้นเท้า (Calcaneus)

ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเอง โดยมีการสะสมแคลเซียมบริเวณดังกล่าว

เมื่อเวลาผ่านไปเป็นระยะเวลานาน การสะสมของแคลเซียมอาจพัฒนาเป็นกระดูกงอกที่มีลักษณะแข็งและยื่นนูนออกมา

กระดูกงอกเหล่านี้อาจกดทับหรือเสียดสีกับเอ็นร้อยหวายและเนื้อเยื่อรอบข้าง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนไหวข้อเท้าหรือเกิดแรงกดจากรองเท้า

เมื่อใดที่ควรพิจารณาการผ่าตัดรักษา

โดยทั่วไป แพทย์มักเริ่มต้นการรักษาด้วยวิธีประคับประคองก่อนเสมอ เช่น

  • การปรับเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะสม
  • การใช้รองเท้าเปิดส้นเพื่อลดแรงกดบริเวณกระดูกงอก
  • การทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดเอ็นร้อยหวาย
  • การรับประทานยาลดการอักเสบ
  • การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Shockwave Therapy)

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดอาจถูกพิจารณาในกรณีต่อไปนี้

  • กระดูกงอกมีขนาดใหญ่จนก่อให้เกิดอาการปวดอย่างต่อเนื่อง
  • มีการฉีกขาดบางส่วนของเอ็นร้อยหวายร่วมด้วย
  • ได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดต่อเนื่องมากกว่า 6 เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • อาการปวดส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือการออกกำลังกาย

ในกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ การผ่าตัดสามารถช่วยกำจัดต้นเหตุของอาการและฟื้นฟูการทำงานของเอ็นร้อยหวายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำแนะนำจากหมอกฤษฎิ์ GURU เรื่องเท้า

กระดูกงอกหลังข้อเท้าจากเอ็นร้อยหวายอักเสบเรื้อรังไม่ใช่ภาวะที่น่ากังวลจนเกินไป หากได้รับการประเมินและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ในผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีอาการ การรักษาอาจทำได้ด้วยการยืดเหยียดเอ็นร้อยหวาย การปรับรองเท้า หรือการทำกายภาพบำบัด

แต่หากปล่อยให้มีการอักเสบเรื้อรังจนเกิดกระดูกงอกขนาดใหญ่ หรือเกิดความเสียหายต่อเอ็นร้อยหวาย การผ่าตัดนำกระดูกงอกออกและซ่อมแซมเอ็นร้อยหวาย ถือเป็นแนวทางการรักษาที่ปลอดภัยและช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน เดิน หรือออกกำลังกายได้ดีขึ้น

📞 ปรึกษาปัญหาเอ็นร้อยหวายอักเสบกับหมอกฤษฎิ์ GURU เรื่องเท้า

หากคุณมีอาการปวดบริเวณส้นเท้าด้านหลัง คลำพบก้อนแข็งบริเวณจุดเกาะเอ็นร้อยหวาย หรือมีอาการเจ็บเวลาใส่รองเท้าหุ้มส้น ไม่ควรปล่อยให้อาการเรื้อรังจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

การตรวจประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเท้าและข้อเท้าจะช่วยวินิจฉัยสาเหตุของอาการได้อย่างถูกต้อง และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับระยะของโรค

📍 ปรึกษา หมอกฤษฎิ์ GURU เรื่องเท้า เพื่อประเมินภาวะเอ็นร้อยหวายอักเสบ กระดูกงอกหลังข้อเท้า และแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับคุณ

ผู้เขียน

บทความนี้เรียบเรียงโดย หมอกฤษฎิ์ GURU เรื่องเท้า

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ ที่มีความสนใจเป็นพิเศษในการรักษาโรคเท้าและข้อเท้า รวมถึงเอ็นร้อยหวายอักเสบ ภาวะกระดูกงอกบริเวณส้นเท้า ความผิดรูปของเท้า และการผ่าตัดแก้ไขปัญหาเท้าและข้อเท้า

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเอ็นร้อยหวายอักเสบเรื้อรังและภาวะกระดูกงอกหลังข้อเท้า โดยอ้างอิงจากหลักการทางการแพทย์และประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยจริง

หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคลได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

Join Our Newsletter

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *